AccCopy


1.
เรื่องของราคา

 - ให้เลือกที่แพงกว่าชาวบ้านเค้าหน่อย 

     (แพงอย่างมีเหตุผล  เช่น เค้ามีพนักงานที่จบอย่างน้อยปริญญาตรีที่มีประสบการณ์ในธุรกิจที่เราทำอยู่โดยต้องมี ทั้งตัวหลัก และตัวสำรอง เผื่อตัวหลักลาออก บัญชีของเราจะได้ไม่ชะงัก โดยสัดส่วนการรับงานจะต้องไม่ล้นมือ  ซึ่งการที่จะทำอย่างนี้ได้ก็มีต้นทุนสูงอยู่เหมือนกัน)

 - ระวังโดนหลอก 

     ไม่มีที่ไหนทำดี และราคาถูกหรอกครับ เพราะทำธุรกิจต้องมีกำไร บางแห่งแจ้งราคาค่าทำบัญชีถูกมากๆ แต่พอ เอาจริง เก็บยุบเก็บยิบ จิปาถะเช่น ค่าปิดงบ ค่ายื่นแบบกลางปี สิ้นปี ค่ายื่นงบสบช.3 ค่าลงชื่อเป็นผู้ทำบัญชี ไป  ๆ มาๆ ยังแพงกว่าพวกที่เก็บเหมารวมอีก  บางแห่งเก็บเหมาค่าทำถูกมาก แต่ไปแพงที่ค่าสอบบัญชี (แพงเกิน เหตุ)
แบบนี้ไม่ให้เลือกครับ เพราะเราวางแผนไม่ได้ว่าตกลงเราต้องจ่ายเท่าไรกันแน่ ควรเลือกแบบที่จริงใจหน่อย  เท่าไรก็ว่ามา แต่ก็ให้เหมาะสมก็แล้วกัน
-
ให้ลองประมาณจากขนาดและประเภทธุรกิจของเราครับ 

     ถ้าเราต้องจ้างพนักงานบัญชีเอง จะต้องเป็นระดับไหน เช่น ปริญญาตรีมีประสบการณ์ 1 คนหรือต้องมีเพิ่มปวส.อีกสัก 1 คน เป็นต้น แล้วค่าทำบัญชีที่สำนักงานบัญชีเสนอมาควรถูกกว่า 50% ครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้ ป.ตรี 1 คน อาจสัก 15,000 บาท  ดังนั้นค่าทำบัญชีก็น่าจะประมาณ 6,000 บาท (ผมว่า   ประหยัดกว่าเยอะครับ)

2. เรื่องของประสบการณ์ 

     อันนี้สำคัญมากๆครับ เพราะการทำงานผิดพลาด เป็นผลให้ธุรกิจของเราเจ๊งได้ครับ (ถูกปรับวอดวาย) ดังนั้นเค้า ควรมีประสบการณ์ตรงกับธุรกิจที่เราทำ แนะนำได้ชัดเจน ลองฟังเค้านำเสนอก็น่าจะรู้ครับ (คนที่มีประสบการณ์ ไม่ถึง 5 ปี ผมคิดว่ายังงูๆปลาๆ)

3. ความมั่นคง 

     ธุรกิจของเราไม่ได้ทำแค่ปีหรือ 2 ปี เค้าจะต้องมีความมั่นคงพอสมควร ผมจะไม่เลือกนักบัญชีที่ทำกันเองคนหรือ สองคน หรือทำกันแบบสามีภรรยา เพราะถ้าเค้ามีปัญหาอะไร เค้าก็เลิกทำซะเฉยๆเลย อย่างนี้เราแย่ครับ วิธีการคือตอนเลือกสำนักงานบัญชีให้เข้าไปที่สำนักงานบัญชีเลยครับว่าเป็นไง

4. ความซื่อสัตย์ 

     อันนี้ดูยากครับ แต่มีเหตุที่สำนักงานอาจไม่ซื่อสัตย์เช่นให้ชำระค่าภาษีเป็นเงินสด ไม่ยอมให้โอนเข้าบัญชี ธนาคาร หรือไม่มีใบเสร็จรับเงินจากสรรพากรหรือประกันสังคมคืนให้เราเมื่อไปชำระเงินมาแล้ว อย่างนี้ต้องรีบตรวจสอบครับ ผมแนะนำให้จ่ายค่าภาษีหรือประกันสังคมเป็นเช็คหรือโอนเข้าบัญชีครับ เพราะสามารถ ตรวจสอบได้

5. การติดต่อ 

     ผมคิดว่าใกล้หรือไกลไม่เกี่ยวครับ เพราะส่วนใหญ่เค้าจะมีพนักงานรับ-ส่งเอกสารให้อยู่แล้ว แต่ให้ดูที่ระบบการ รับ-ส่งเอกสารครับ ว่าจะสูญหายได้หรือไม่ และต้องตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน นอกจากนี้สำนักงานบัญชีที่ดีต้องมีช่องทางที่เราสามารถถามปัญหาต่างๆได้ เช่นถ้าคุณจะจ่ายค่าที่ปรึกษาไปต่างประเทศ แต่ยังไม่รู้ว่าต้อง เสียภาษีอะไรบ้าง ติดต่อเท่าไรก็ไม่เจอตัว โทรก็ไม่รับ MISS CALL ก็ไม่โทรกลับ เลขาหรือคนรับเรื่องก็ไม่มี  EMAIL ก็บอกว่าไม่ได้รับทั้ง ๆ ที่เราก็ส่งผ่าน อย่างนี้อย่าเลือกครับ
6.
ที่ปรึกษา 

     ในโลกนี้ไม่มีใครที่รู้หมดทุกอย่างหรอกครับ แต่สำนักงานบัญชีควรมีที่ปรึกษาที่ดี หรือแหล่งข้อมูลที่ดีด้วย ให้ลอง ถามดูครับว่าถ้ามีสิ่งใดที่ถามแล้วตอบไม่ได้ เค้าจะทำอย่างไรต่อไป

7. เทคโนโลยี 

     ควรมีเครื่องไม้เครื่องมือทีทันสมัย ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป

8. ต้องพบสรรพากรแทนเราได้ 

     ถ้ามีหน่วยงานราชการเรียกพบ อย่าเข้าไปเองครับ เพราะคำตอบของเราอาจเข้าทางสรรพากรได้ เช่น ถ้าเค้าถาม ว่ายอดขาย 100 บาท มีกำไรขั้นต้นเท่าไร เจ้าของตอบว่า 30 บาท แต่ในงบการเงินแสดงกำไรขั้นต้นไว้ 20%  อย่างนี้ก็ถูกประเมินเลยครับ ดังนั้นคุณควรมอบอำนาจให้นักบัญชีของคุณเข้าไปชี้แจงครับ (มีค่าเดินทางหรือค่า เสียเวลานิดหน่อยเราก็ไม่ว่ากัน)

9. บริการ 

     นอกจากเก่งภาษีและเก่งบัญชีแล้ว เค้าควรให้คำแนะนำระบบเอกสาร ระบบบัญชี ให้เราได้ครับ นอกจากนั้นควร มีบริการหลากหลายครับ เช่น จดทะเบียนต่างๆ กฎหมาย เป็นต้น